revolutionary things game card

revolutionary things game card

INTRODUCTION

 

เหตุการณ์การ “ปฏิวัติ 2475” ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของสังคมไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ภายในช่วงเวลา 15 ปีหลังการปฏิวัติ (พ.ศ. 2475-90) เป็นช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” มีบทบาททางการเมืองมากจนอาจนิยามว่าเป็น “ยุคสมัยของคณะราษฎร” ได้ ก่อนที่บทบาทจะลดลงหลังการ “รัฐประหาร 2490” ช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นำมาสู่การสร้างผลงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัตถุสิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวันทั้งโดยรัฐและเอกชน ที่มีรูปแบบเฉพาะอันเชื่อมโยงเข้ากับอุดมการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจนอาจนิยามรูปแบบดังกล่าวได้ว่า “ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” ผลงานออกแบบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์ทางการเมืองแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปลักษณ์ของ “พานรัฐธรรมนูญ” ที่นำเสนอถึงวิธีคิดแบบ “รัฐธรรมนูญนิยม” และรูปทรงที่เกี่ยวพันกับเลขหก (เช่น รูปทรงหกเหลี่ยม) ที่สะท้อนถึง “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (ระยะแรก, พ.ศ. 2481-87) ซึ่งมีนโยบายสร้างชาติทางวัฒนธรรม ที่ไม่เพียงปรับเปลี่ยนสังคมวัฒนธรรม ไปจนถึงพฤติกรรม วิถีชีวิตของผู้คนในฐานะที่เป็นพลเมืองให้สอดคล้องไปกับนโยบายการสร้างชาติ หากยังรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางศิลปวัฒนธรรม อันส่งผลให้อำนาจนำในการการกำหนดคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมเปลี่ยนมาอยู่ในการควบคุม ดูแลของรัฐบาลแทนที่การกำหนดจากราชสำนัก 

 

วิธีการเล่นเกมส์การ์ด

ข้อมูลรายละเอียดของภาพในการ์ดทั้งหมดอยู่ใน QR Code 

เกมส์นี้ควรมีผู้เล่นเป็นจำนวนคู่ โดยไม่จำกัดจำนวนคน ผู้เล่นแต่ละคนมีเวลา 2 นาที 40 วินาที ในการทายการ์ด ผู้เล่นคนแรกถือการ์ดไว้ตรงตำแหน่งหัวใจ (หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย) เพื่อไม่ให้ตนเองมองเห็นภาพและข้อความหน้าการ์ด ผู้เล่นอีกคนหนึ่งจะต้องใบ้คำทายเกี่ยวกับการ์ด โดยไม่เอ่ยคำที่ปรากฏบนการ์ดอย่างตรงไปตรงมา ผู้เล่นคนแรก (คนที่ถือการ์ด) จะเป็นฝ่ายทายคำตอบจนกว่าจะตอบถูก หรือตัดสินใจผ่าน โดยต้องกล่าวคำว่า “ประชาธิปไตย” เพื่อเปลี่ยนไปยังการ์ดถัดไป และสามารถเปิดการ์ดใหม่จนกระทั่งหมดเวลาแล้วนับคะแนน ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละรอบเป็นผู้ชนะ 

 

โพธิ์ดำ

A ตัวสกดแบบไหม่ 

ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตามข้อเสนอของคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย มีการออกระเบียบปรับปรุงตัวอักษรและอักขรวิธีการใช้ภาษาไทยใน พ.ศ. 2485 โดยตัดพยัญชนะออก 13 ตัว (ฃ ฃ ฆ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ และ ฬ) และตัดสระที่ใช้ในภาษาสันสกฤตออก 5 ตัว (ใ ฤ ฤา ฦ ฦา)  เพื่อความกะทัดรัด เรียบง่าย และสามารถเรียนได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น ยังประกาศให้ใช้เลขสากล (เลขอาหรับ) แทนการเขียนตัวเลขแบบไทยอย่างเป็นทางการในปีเดียวกันนั้นด้วย ในแง่หนึ่ง การตัดคำที่ได้อิทธิพลจากภาษาบาลี-สันสกฤตที่ไม่ใช้คำไทยออก ส่วนหนึ่งย่อมเท่ากับเป็นการปฎิเสธคำราชาศัพท์ไปโดยปริยาย หรืออีกนัยหนึ่งคือการปฎิเสธการแบ่งชนชั้นวรรณะของบุคคลที่แสดงออกผ่านภาษา ทั้งนี้ ระบบการเขียนนี้ได้ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 ในสมัยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ 

 

2. เลี้ยงช้างน้อยด้วยอ้อยหก    

 หลัง “ปฏิวัติ 2475” ศิลปะถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเผยแพร่อุดมการณ์ความคิดของระบอบการปกครองแบบใหม่ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “รัฐธรรมนูญนิยม” และ “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร โดยมีรูปแบบทางศิลปกรรมโน้มเอียงไปทาง “สัจนิยมแนวสังคม” (Social Realism) คล้ายคลึงกับศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบฟาสซิสต์  ผลงาน เลี้ยงช้างน้อยด้วยอ้อยหก โดยผิว ทิมสา ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดศิลปกรรมในงานวันฉลองรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2480 เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างผลงานภายใต้อุดมการณ์ความคิดทางการเมืองแบบคณะราษฎร ผลงานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นรูปของแม่ช้างที่ใช้งวงรัดท่อนอ้อย 6 ท่อน โดยมีลูกช้างอยู่ล้อมรอบ แน่นอนว่าท่อนอ้อยทั้ง 6 นี้ย่อมสื่อถึงหลักหกประการ ผลงานศิลปะแบบใหม่นี้ต่างไปจากศิลปะแบบประเพณีทั้งในเชิงเทคนิคและอุดมคติของการสร้างผลงานจากการแสดงถึงแนวคิดทางการเมืองในยุคสมัยนั้น หรือที่เรียกว่า “ศิลปะคณะราษฎร” อย่างตรงไปตรงมา

 

3.วัดประชาธิปไตย

สร้างขึ้นในบริเวณ “ทุ่งบางเขน” สมรภูมิในการปราบ “กบฏบวรเดช” เมื่อ พ.ศ. 2476 โดยใน พ.ศ. 2483 รัฐบาลคณะราษฎรได้มีแนวคิดที่จะสร้างวัดขึ้นในบริเวณนี้ โดยต้องการให้เป็นวัดอนุสรณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดประชาธิปไตย” (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระศรีมหาธาตุ”) แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2485 โดยมี พระยาพหลพลพยุหเสนา มาบวชที่วัดแห่งนี้เป็นพระรูปแรก ความสำคัญของวัดนี้อีกประการคือ คณะราษฎรต้องการที่จะสร้างให้เป็นวัดต้นแบบในการรวม “มหานิกาย” และ “ธรรมยุติกนิกาย” เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว แต่หลัง “รัฐประหาร 2490” หมดยุคคณะราษฎร วัดแห่งนี้ก็ไม่สามารถรวมนิกายได้และกลายเป็นวัดธรรมยุติกนิกายในปัจจุบัน พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถออกแบบด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดแบบวิหาร Panthéon ประเทศฝรั่งเศส รูปแบบเจดีย์เป็นทรงระฆังกลมโดยตัดลวดลายทางสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีออกไปทั้งหมด บัวกลุ่มยอดเจดีย์ทำเป็น 6 ชั้นที่น่าจะสื่อความหมายถึง “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร และภายในเจดีย์ยังเป็นที่บรรจุอัฐิของกลุ่มสมาชิกคณะราษฎรเกือบทุกคน

 

4.หลักหกประการ 

ในเช้าวันปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้ก่อการฯ ได้ทำการอ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยเนื้อหาของประกาศจบลงด้วยการพูดถึง “หลักหกประการ” ที่คณะราษฎรจะใช้เป็นธงนำในการพัฒนาประเทศสยามไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ซึ่งประกอบไปด้วย เอกราช, ปลอดภัย, เศรษฐกิจ, เสมอภาค, เสรีภาพ, และการศึกษา นับตั้งแต่นั้นมา ในทุกนโยบายที่คณะราษฎรทำจะมีการอ้างอิงถึงหลักหกประการอยู่เสมอ นอกจากนี้ หลักหกประการยังถูกนำไปเป็นแนวคิดในการออกแบบงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมมากมายในยุคสมัยนั้น ที่สำคัญก็เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, กลุ่มอาคารศาลฎีกา, ศาลาว่าการจังหวัดอยุธยา, เจดีย์วัดประชาธิปไตย, และประติมากรรมหลักหกยกสยาม เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือการส่งผ่านแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองโดยอาศัยงานศิลปะและสถาปัตยกรรม ซึ่งส่งผลให้งานศิลปะในยุคสมัยนี้มีรูปแบบและแนวคิดที่เฉพาะตัว จนอาจสามารถแยกออกมาเป็นยุคสมัยทางศิลปะอีกยุคหนึ่งได้

 

5. งานฉลองรัฐธรรมนูญ 

งานวันรัฐธรรมนูญหรืองานฉลองรัฐธรรมนูญ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรทั่วไปรู้จักรัฐธรรมนูญและเข้าใจระบอบการปกครองใหม่ รวมถึง “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร เริ่มจัดเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2475 ถือว่าเป็นมหกรรมขนาดใหญ่ของประชาชนพลเมือง ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดงาน จากการได้รับการสนับสนุนจากห้างร้าน การบริจาคสิ่งของ อาหารเครื่องดื่ม การแสดงมหรสพต่างๆ การจัดงานเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ เช่น สนามหลวง เขาดินวนา สนามเสือป่า วังสราญรมย์ ถนนราชดำเนิน ส่วนในต่างจังหวัดก็มีการจัดงานที่ศาลาว่าการจังหวัดหรือสโมสรของจังหวัด ต่างประเทศก็จัดขึ้นในสถานฑูต ภายในงานมีการประดับประดาด้วยสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ โดยมีการจัดวางให้รัฐธรรมนูญอยู่สูงสุดของยอดเสาหรืออาคารภายในเพื่อแสดงถึงความสำคัญสูงสุดของรัฐธรรมนูญ มากไปกว่านั้น ยังมีมหรสพนานาประเภท และที่สำคัญคือ มีการจัดเวทีการประกวดอย่างหลากหลาย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองของคณะราษฎร ทั้งการประกวดนางสาวสยาม ตลอดจนการประกวดอันเกี่ยวเนื่องกับศิลปวัฒนธรรม นับเป็นจุดเริ่มต้นการประกวดศิลปกรรมในโลกศิลปะไทย อย่างไรก็ตาม ภายหลัง “รัฐประหาร 2490” การจัดงานถูกตัดขาดออกจากอุดมการณ์คณะราษฎร และใน พ.ศ. 2501 ก็ถูกยกเลิกไปหลังจากการรัฐประหารโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

 

6. ยุวชนทหาร

“ยุวชนทหาร” คือกลุ่มเยาวชนที่ได้รับการฝึกวิชาทหาร แนวคิดว่าด้วยการฝึกทหารให้แก่นักเรียนเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2478 ภายใต้วิธีคิดที่ว่าประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรบ โดยกระทรวงกลาโหมเห็นว่าควรฝึกแก่เยาวชนก่อน การฝึกยุวชนทหารเริ่มจากส่วนกลางก่อนที่จะขยายตัวไปต่างจังหวัด ขยายตัวอย่างมากหลัง พ.ศ. 2481 เมื่อมีการยกฐานะให้เป็น “กรมยุวชนทหาร” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างช่วง พ.ศ. 2482-83 ที่มีหน่วยฝึกยุวชนทหารในจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งนี้ ในเหตุการณ์ที่กองกำลังทหารญี่ปุ่นบุกโจมตีประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 กลุ่มยุวชนทหารเป็นกลุ่มหนึ่งที่ร่วมอยู่ในกองกำลังผสม ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครประชาชน ที่ปะทะกับกองกำลังทหารญี่ปุ่นในหลายแห่ง จุดที่กล่าวถึงกันมากคือ การปะทะที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดปัตตานี สำหรับเหตุการณ์การปะทะที่จังหวัดชุมพรนั้น ต่อมาได้มีการสร้าง “อนุสาวรีย์ยุวชนทหาร” ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้ปะทะกันกับทหารญี่ปุ่น ตั้งอยู่ริมถนนสายชุมพร-ปากน้ำ เชิงสะพานท่านางสังข์ ต.บางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร เป็นรูปยุวชนทหารพร้อมกับอาวุธปืนยาวติดดาบปลายปืนในท่าเฉียงอาวุธยืนอยู่บนแท่น อนุสาวรีย์ สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2524

 

7.เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เนื้อทองแดง ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ 23 มม. ด้านหน้าเป็นรูปรัฐธรรมนูญในวงล้อมพวงมาลัยชัยพฤกษ์ แผ่รัศมีกระจายโดยรอบ ด้านหลังเป็นรูป “พระสยามเทวาธิราช” ทรงพระขรรค์ในท่าประหารปรปักษ์ มีอักษรด้านล่างว่า “ปราบกบฏ พ.ศ. 2476” บริเวณห่วงมีข้อความว่า “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” แพรแถบสีธงชาติ ห้อยบนเข็มโลหะที่มีข้อความ “สละชีพเพื่อชาติ” เหรียญจัดทำขึ้นสำหรับมอบแก่บุคคลทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนที่ช่วยเหลือราชการในการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 ซึ่งจากหลักฐานมีการมอบเหรียญนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2476-83 แก่คนทุกอาชีพทุกชนชั้น เหรียญนี้เป็นหนึ่งในวัตถุประเภท “เหรียญที่ระลึก” ที่ได้มีการจัดทำขึ้นหลายรูปแบบในวาระพิเศษต่างๆ ยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เช่น เหรียญสมาคมคณะราษฎร, เหรียญปีใหม่, เหรียญที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เหรียญที่ระลึกประเภทนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุสิ่งของในเชิงอุดมการณ์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่และปลูกฝังความคิดทางการเมืองของกลุ่มคณะราษฎรสู่มวลชน

 

8. โอ่งดินเผาพานรัฐธรรมนูญ 

หลัง “ปฏิวัติ 2475” ในสมัยที่คณะราษฏรมีบทบาทนำทางการเมือง สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญมีความหมายสื่อถึงประชาธิปไตย รูปลักษณ์ของพานรัฐธรรมนูญได้ถูกนำไปใช้เป็นลวดลายประดับในสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากรูปพานรัฐธรรมนูญแล้วในบางครั้งยังพบเห็นการใส่องค์ประกอบอื่นๆ เช่น สัญลักษณ์​พระอาทิตย์ที่โผล่มาเหนือพานรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญคือการสิ้นสุดยุคมืดและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งแสงสว่าง โอ่งใส่น้ำทรงตุ่มสุโขทัยนี้ สร้างโดยช่างพื้นบ้าน ทำจากดินเผาสูง 80 ซม. กว้าง 70 ซม. บนขอบด้านบนของโอ่งปรากฏลวดลายพานรัฐธรรมนูญและสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์อยู่ด้านบน พร้อมทั้งระบุ พ.ศ. 2478 กำกับไว้ด้านล่าง โอ่งนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของสัญลักษณ์ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นแพร่หลายลงไปจนถึงระดับมวลชน ปัจจุบันโอ่งนี้เป็นหนึ่งในชุดสะสมของ “หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

 

9. จากสยามเป็นไทย

ด้วยแนวคิด “เชื้อชาตินิยม” ที่ขยายไปทั่วโลกในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 “ประเทศสยาม” ภายใต้นายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีแนวคิดเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ประเทศไทย” โดยให้เหตุผลว่า “…พิจารณาดูเป็นส่วนมากแล้วนามประเทศนั้น เขามักเรียกกันตามเชื้อชาติของชาติที่อยู่ในประเทศนั้น เพราะฉะนั้นของเราก็เห็นว่าเป็นการขัดกันอยู่ เรามีเชื้อชาติเป็นชาติไทย แต่ชื่อประเทศของเราเป็นประเทศสยาม จึงมีนามเป็นสองอย่าง…ส่วนมากในนานาประเทศเขาไม่ใช้กัน…” สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2482 เป็นต้นมา โดยภายหลังการเปลี่ยนชื่อประเทศ รัฐบาลได้กำหนดให้ หน่วยงาน ห้างร้าน ตลอดจนวัตถุสัญลักษณ์แห่งชาติต่างๆ ที่มีคำว่า “สยาม” เปลี่ยนเป็น “ไทย” เช่น เปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติจากที่ขึ้นต้นด้วย “แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง…” เป็น “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย…”, เปลี่ยนชื่อธนาคารจาก “สยามกัมมาจล” เป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” และเปลี่ยนชื่อ “พระสยามเทวาธิราช” เป็น “พระไทยเทวาธิราช” เป็นต้น

 

10. อนุสาวรีย์ปราบกบฏ

อนุสาวรีย์ปราบกบฏ (พิทักษ์รัฐธรรมนูญ) สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ 17 ทหารและตำรวจที่เสียชีวิตลงในเหตุการณ์ปราบ “กบฏบวรเดช” เมื่อ พ.ศ. 2476 ณ ตำแหน่งที่เป็นสมรภูมิสำคัญในคราวปราบกบฏครั้งนั้น ภายในบรรจุอัฐิของทหารตำรวจทั้ง 17 นาย ออกแบบโดยหลวงนฤมิตรเลขการ แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ตัวอนุสาวรีย์ออกแบบเป็นเสาเทินพานรัฐธรรมนูญ ผนังทั้ง 4 ด้านออกแบบเป็นเรื่องราวที่ต่างกัน โดยผนังทิศตะวันตกจารึกชื่อทหารตำรวจที่เสียชีวิต ทิศตะวันออกเป็นประติมากรรมนูนต่ำรูปครอบครัวชาวนาซึ่งถือว่าเป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกที่แสดงเรื่องราวสามัญชนในลักษณะที่เป็นองค์ประกอบเด่นของอนุสาวรีย์ ทิศเหนือเป็นรูปธรรมจักร และทิศใต้เป็นจารึกโคลง “สยามานุสสติ” ในยุคคณะราษฎรนั้น ทุกวันที่ 14 ตุลาคม จะมีรัฐพิธีเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ภายหลังยุคคณะราษฎร อนุสาวรีย์ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “อนุสาวรีย์หลักสี่” และเริ่มลดบทบาทลง อย่างไรก็ตาม หลังการชุมนุมใหญ่ของ “กลุ่ม นปช.” (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ใน พ.ศ. 2553 อนุสาวรีย์เริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์การเมืองร่วมสมัยอีกครั้ง จนในที่สุดอนุสาวรีย์ได้ถูกย้ายออกไปจากที่ตั้งเดิมในปี พ.ศ. 2559

 

J รำโทน 

รำโทนหมายถึงการละเล่นท้องถิ่นที่พบในบางจังหวัดของประเทศไทย เหตุที่เรียกว่ารำโทนมาจากการฟ้อนรำตามจังหวะของเครื่องตีที่เรียกว่าโทน ใน พ.ศ. 2487 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้กรมศิลปากรปรับปรุงรำโทนใหม่ให้กลายมาเป็นการรำที่มีแบบแผน ด้วยการใส่ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่จากท่ารำนาฏศิลป์พื้นฐาน ใช้เครื่องดนตรีตะวันตก เช่น กลอง แทมบูรีน บรรเลงเพลงไทยสากลที่มีท่วงทำนองสนุกสนานประกอบท่ารำที่เรียกว่า “รำวงมาตรฐาน” ในช่วงเวลาดังกล่าวเพลงรำวงได้รับความนิยมอย่างมากจากคนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงคราม การรำโทนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงถึงการดัดแปลงศิลปะพื้นบ้านร่วมกันกับวัฒนธรรมดนตรีตะวันตก อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมาตรฐานของศิลปะและดนตรีไทยผ่านกรมศิลปากรในฐานะที่เป็นศูนย์กลางในการสืบทอดงานวัฒนธรรมบันเทิงของชาติกระทั่งในยุคต่อมา 

 

Q การประกวดนางสาวสยาม

“การประกวดนางสาวสยาม” เกิดขึ้นครั้งแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2477 ณ บริเวณอุทยานสราญรมย์  โดยมี กันยา เทียนสว่าง เป็นผู้ครองตำแหน่งนางสาวสยามคนแรกของประเทศสยาม สำหรับบุคคลที่ปรากฏในภาพคือ วณี เลาหเกียรติ นางสาวสยามคนที่สอง ซึ่งได้รับตำแหน่งในปีถัดมา คือ พ.ศ. 2478 ต่อมา เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ใน พ.ศ. 2482 การประกวดจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “การประกวดนางสาวไทย” ไปด้วย การประกวดนางสาวสยามถือว่าเป็นเวทีที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นเครื่องมือดึงคนให้มารู้จักกับรัฐธรรมนูญ จากจุดเริ่มต้นของการประกวด จึงอาจกล่าวได้ว่า การประกวดนางสาวไทยเป็นมรดกหนึ่งของคณะราษฎร มากไปกว่านั้น ในช่วงการปกครองในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังกล่าวได้อีกว่า การประกวดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมาตรฐานสัดส่วนและทรวดทรงของชาวไทยสมัยสร้างชาติ ทั้งการประกวดนางสาวไทยและการประกวดชายงามหรือชายฉกรรจ์  การประกวดนางสาวไทยต้องหยุดการประกวดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อมีการยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญไป กระทั่งสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยฟื้นฟูการประกวดขึ้นมาอีกครั้งในเวลาต่อมา

 

K ประติมากรรมนูนสูงประดับฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

ลายปั้นนูนสูงที่ฐานครีบทั้ง 4 ของฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ออกแบบโดยศิลป์ พีระศรี และมี พิมาน มูลประมุข, สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, สนั่น ศิลากรณ์, และ แช่ม แดงชมภู เป็นผู้ปั้น สร้างขึ้นด้วยเทคนิคการหล่อซีเมนต์ เมื่อ พ.ศ. 2482-83 ภาพประกอบแสดงถึงเรื่องราวการดำเนินงานและประวัติของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ตลอดจนแสดงภาพประชาชนหลากลายอาชีพในฐานะพลเมืองของรัฐชาติสมัยใหม่ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ รูปแบบศิลปะเป็น “ศิลปะเหมือนจริง”  (Realistic Art) อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของงานศิลปะในสมัยคณะราษฎร รูปบุคคลล้วนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แสดงออกถึงความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย ตามแนวความคิด “เรือนร่างอุดมคติ” ของพลเมืองไทยในสมัยสร้างชาติ แต่เดิม ศิลป์ พีระศรี ได้ร่างภาพต้นแบบไว้จำนวน 8 ภาพ แต่สุดท้ายถูกเลือกมาใช้จริงเพียง 4 ภาพ 

 

ข้าวหลามตัด

A  ธนบัตรแบบเก้า ชนิด 50 สตางค์

ธนบัตรฉบับนี้ได้รับการออกแบบขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2483-84 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ธนบัตรแบบเก้า ชนิดราคา 50 สตางค์” ถือเป็นธนบัตรที่มีการออกแบบอย่างพิเศษและแตกต่างจากทุกรูปแบบในอดีต เนื่องจากไม่มีการใช้รูปพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์บนธนบัตร โดยภาพด้านหน้าใช้รูปพานรัฐธรรมนูญเป็นภาพเด่นตรงกึ่งกลางและมีลายเฟื้องอยู่ล้อมรอบพานรัฐธรรมนูญ ผสมผสานกับลวดลายสถาปัตยกรรมตะวันตก ส่วนภาพด้านหลังธนบัตรทำเป็นภาพ “พระสมุทรเจดีย์” ล้อมรอบด้วยกรอบลายอย่างฝรั่ง ธนบัตรชนิดนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิด “รัฐธรรมนูญนิยม” ที่เป็นกระแสความคิดหลักของสังคมไทยในระยะเวลาดังกล่าว จากหลักฐานที่ปรากฏ พบว่าธนบัตรฉบับนี้เมื่อพิมพ์เสร็จมิได้ถูกนำมาใช้ทันทีเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ธนบัตรแบบนี้จึงตกค้างอยู่ที่บริษัท Thomas de la Rue ประเทศอังกฤษ จนเมื่อสิ้นสงครามโลกแล้วจึงได้มีการจัดส่งมาที่ประเทศไทยและนํามาใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2491 อย่างไรก็ตาม ธนบัตรแบบนี้ก็มีช่วงเวลาใช้เพียงไม่นานแค่ราว 1 ปี และถูกแทนที่ด้วย “ธนบัตรแบบเก้า” รูปแบบใหม่ทั้งชุดใน พ.ศ. 2492   

 

2. โคมไฟเปลือกหอยตั้งโต๊ะลายพานรัฐธรรมนูญ 

ของที่ระลึกจากคณะทหารเก่าจังหวัดภูเก็ตมอบให้พระยาพหลพลพยุหเสนา ไม่ทราบปีที่ผลิต ตัวโคมทำจากเปลือกหอยอูด วาดลายเส้นด้วยการแกะร่องและถมรักบนเปลือกหอยเป็นรูปแผนที่ประเทศไทยและเส้นเขตแดนประเทศเพื่อนบ้านเป็นพื้นหลัง มีคำว่าภูเก็ตเขียนกำกับตรงจุดที่ตั้งจังหวัด ด้านบนเป็นลายเส้นภาพพานรัฐธรรมนูญ ด้านข้างเป็นตราจังหวัด ตัวฐานเป็นเครื่องรักประดับมุก โคมไฟนี้ขัดกับธรรมชาติของงานหัตถศิลป์ไทยที่ไม่นิยมเผยให้เห็นธรรมชาติของวัสดุทั้งชิ้น แต่มักนิยมประดับด้วยการย่อยชิ้นส่วนวัสดุให้มีขนาดเล็ก จึงสันนิษฐานว่างานออกแบบนี้น่าจะได้รับอิทธิพลงานจากตะวันตก ลักษณะเดียวกันกับ “nautilus lamp”  โคมไฟเปลือกหอยนี้จึงเป็นภาพแทนของความทันสมัย ขณะเดียวกันก็มีภาพสัญลักษณ์ที่ตีความได้ว่าจังหวัดภูเก็ตอันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยนั้นอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปัจจุบันโคมไฟนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระยาพหลพลพยุหเสนา ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี 

 

3. การยึดครองของญี่ปุ่น

ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองกำลังทหารญี่ปุ่นบุกโจมตีและเข้ายึดครองดินแดนหลายแห่งในประเทศไทย ทั้งทางบกจากพระตะบองมาทางอรัญประเทศ ตลอดจนการยกพลขึ้นบกตามชายฝั่งทะเลในหลายจุดนับตั้งแต่สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี การบุกโจมตีประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะยึดครองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดโดยอาศัยไทยเป็นทางผ่านไปสู่การบุกโจมตีดินแดนที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษทั้งพม่าและอินเดียทางฝั่งตะวันตก และมลายาทางตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเป้าหมายสำคัญที่สิงคโปร์ การปะทะกันสิ้นสุดลงด้วยการประกาศหยุดยิงของรัฐบาลไทย ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะประกาศเป็นพันธมิตรทางการทหารกับฝ่ายอักษะ ญี่ปุ่นกลายมาเป็น “มหามิตร” และกองทัพญี่ปุ่นเข้าใช้สถานที่ราชการหลายแห่งเป็นที่ทำการสำหรับ “กองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย” มีกองบัญชาการอยู่ที่อาคารหอการค้า ถนนสาทร กรุงเทพฯ

 

4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยก่อตั้งในชื่อ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (The University of Moral and Political Sciences)  มหาวิทยาลัยนี้กำเนิดมาจากความคิดริเริ่มของปรีดี พนมยงค์ เนื่องด้วยในขณะนั้นมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของประเทศ หลังการ “ปฏิวัติ 2475” มีความจำเป็นต้องสร้างสถาบันการศึกษาแบบใหม่ที่เปิดกว้างให้ประชาชนได้รับการศึกษาขั้นสูง อันสอดคล้องไปกับ “หลักหกประการ” ในประกาศคณะราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย การปกครอง และสังคม เพื่อที่จะรองรับระบอบการปกครองที่เปลี่ยนไป โดยมีปรัชญาว่า “…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา…” มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองถือว่าเป็นตลาดวิชาและเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย กล่าวได้ว่า การมีกำเนิดจากคณะราษฎรนับว่ามีส่วนสำคัญให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นทั้งสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและมีส่วนในการขับเคลื่อนทางการเมืองในสังคมไทย ในฐานะที่เป็นที่ตั้งของสถานที่หลักในการชุมนุมทางการเมืองในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

 

5. สวนสัตว์

“สวนสัตววิทยา” (zoological garden) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “สวนสัตว์” (zoo) ในยุโรปและอเมริกา ปรากฏขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า ภายใต้อิทธิพลของความรู้ธรรมชาติวิทยาสมัยใหม่ที่ก่อตัวและขยายตัวขึ้นภายใต้ระบอบความรู้และการสะสมแบบอาณานิคม ในทำนองเดียวกันกับการเกิดขึ้นของสวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์สถาน หอสมุด และหอศิลป์ ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงสถานะจากคลังสะสมของชนชั้นสูงไปสู่สถาบันสาธารณะ สำหรับสังคมไทย สวนสัตว์สาธารณะแห่งแรกเปิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน “สวนดุสิต” หรือ “เขาดินวนา” (ซึ่งเป็นสวนพฤกษชาติส่วนพระองค์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5) จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 มาจัดตั้งเป็นสวนสาธารณะและสวนสัตว์เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน หลังจากนั้นได้เปิดสวนสัตว์สาธารณะแห่งที่สองขึ้นที่จังหวัดลพบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2483  สวนสัตว์สาธารณะจึงมีฐานะเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายสร้างความเป็นพลเมืองของชาติที่ทันสมัย

 

6.โรงภาพยนตร์เฉลิมไทย

โรงภาพยนตร์เฉลิมไทย (ศาลาเฉลิมไทย) สร้างขึ้นบริเวณหัวมุมถนนราชดำเนินกลาง ตรงข้ามป้อมมหากาฬ โดยเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้การพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางครั้งใหญ่ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มาของชื่อนั้นมาจากการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” เมื่อ พ.ศ. 2482 จึงได้ตั้งชื่อโรงภาพยนตร์ว่า “เฉลิมไทย” ตัวอาคารสันนิษฐานว่าออกแบบโดย หมิว อภัยวงศ์ สถาปนิกชั้นนำหัวสมัยใหม่ที่จบการศึกษามาจากฝรั่งเศส สร้างขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตเดคโค (Art Deco)  เริ่มสร้างราว พ.ศ. 2483 แต่ได้หยุดไปช่วงเวลาหนึ่งเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การก่อสร้างมาสำเร็จและเปิดใช้จริงในปี พ.ศ. 2492 ซึ่ง ณ ขณะนั้นถือว่าเป็นโรงมหรสพที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคด้วยที่นั่งมากถึง 1,200 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นมีมติให้รื้อศาลาเฉลิมไทยลงด้วยเหตุผลว่าบดบังทัศนียภาพของ โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เมื่อรื้อแล้วได้ปรับพื้นที่เป็นลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

 

7. คู่มือสมรส

ภายใต้บรรยากาศของอุดมการณ์ส่งเสริมการมีลูกมากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2485 เพื่อที่จะดำเนินการสร้างพลเมืองภายใต้วาทกรรมความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การสร้างจิตสำนึกให้หญิงสาวดูแลสุขภาพเพื่อที่จะเป็นแม่พันธุ์ที่ดีก่อนสมรส ชี้ให้เห็นความสำคัญของการแต่งงานโดยเฉพาะการสร้าง “วัธนธัมของผัวเมีย” เพื่อสนับสนุนสถาบันครอบครัว ซึ่งหมายถึงครอบครัวเดี่ยวแบบผัวเดียวเมียเดียว ดังปรากฏให้เห็นการจัดตั้งองค์การส่งเสริมการสมรส ในกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. 2485 การจัดพิมพ์หนังสือ คู่มือสมรส ใน พ.ศ. 2486  ตลอดจนการจัดพิธีสมรสหมู่ของชาติทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ โดย คู่มือสมรส มีเนื้อหาเน้นความสำคัญของการเพิ่มประชากร ซึ่งมิใช่แต่เพียงหมายถึงการงอกงามของวงศ์ตระกูล แต่หมายความถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาติบ้านเมืองผ่านการสร้างพลเมืองด้วย

 

8. นโยบายผสมกลมกลืน

ตัวแบบของนโยบายผสมกลมกลืนที่เด่นชัดในช่วงหลัง “ปฏิวัติ 2475” ปรากฏออกมาในประกาศรัฐนิยม หลังจากที่ประกาศรัฐนิยมฉบับแรกที่ให้เรียกชื่อประชาชนและสัญชาติในภาษาไทยว่า “ไทย” และในภาษาอังกฤษว่า “Thai” แล้วนั้น ในประกาศรัฐนิยม ฉบับที่ 3 เรื่องการเรียกชื่อชาวไทย ได้ประกาศหลักการและเหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า “การเรียกชื่อแบ่งแยกคนไทยออกเป็นหลายพวกหลายเหล่า เช่น ไทยเหนือ ไทยอิสาณ ไทยใต้ ไทยอิสลาม ก็ดี ไม่สมควรแก่สภาพของประเทศไทย ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้” จึงประกาศให้ “๑. ให้เลิกการเรียกชาวไทยโดยใช้ชื่อที่ไม่ต้องตามชื่อเชื้อชาติและความนิยมของผู้ถูกเรียก” และ “๒. ให้ใช้คำว่าไทย แก่ชาวไทยทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยก” คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลสืบเนื่องจากนโยบายดังกล่าวยังทรงอิทธิพลอย่างมากจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

 

10. อนุสาวรีย์ไทย

“อนุสาวรีย์ไทย” เป็นโครงการก่อสร้างในฝันของหลวงวิจิตรวาทการ มันสมองคนสำคัญทางด้านวัฒนธรรมของคณะราษฎร ออกแบบขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2482 โดยพระพรหมพิจิตร สถาปนิกกรมศิลปากร โครงการนี้ถูกนำเสนอว่าจะเป็นถาวรวัตถุชิ้นสำคัญที่มิใช่เพียงของชาติไทยแต่จะเป็น “One of the Wonders of the World” ซึ่งยังไม่เคยมีผู้ใดหรือพระมหากษัตริย์พระองค์ใดทำได้เท่านี้มาก่อน ตามแบบก่อสร้างที่ยังปรากฏ อนุสาวรีย์ออกแบบด้วยรูปทรงมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยระเบียงคด วัดจากฐานถึงยอดอาคารจะสูงมากถึง 100 เมตร เท่ากับพระปฐมเจดีย์ ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสยาวด้านละ 100 เมตร มีพื้นที่ใช้สอยรวมมากถึง 10,000 ตารางเมตร โดยชั้นล่างบริเวณเฉลียงจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เศรษฐกิจ ส่วนโถงชั้นหนึ่งใช้เป็นสถานที่เต้นรำและรับประทานอาหาร ชั้นสองและสามเป็นโรงแรม และชั้นสี่เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ ซึ่งจากรายละเอียดดังกล่าว เราจะมองเห็นได้ถึงจินตนาการอันยิ่งใหญ่ของคณะราษฎรที่ต้องการแสดงออกถึงความเจริญและเป็นสมัยใหม่ของชาติผ่านโครงการก่อสร้างทางศิลปะและสถาปัตยกรรมระดับโลกชิ้นนี้ แต่สุดท้าย ด้วยความที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล โครงการดังกล่าวก็ถูกยกเลิกไป

 

J วงเวียน 

การตัดถนนและวางผังเมืองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คณะราษฎรให้ความสนใจ และนำความรู้แบบสมัยใหม่นี้เข้ามาใช้ออกแบบสังคมไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างวงเวียนลงบนกึ่งกลางถนนสายสำคัญของเมือง และออกแบบอนุสาวรีย์ที่สะท้อนแนวคิดทางการเมืองของคณะราษฎรตั้งเอาไว้ตรงกลางวงเวียน ที่สำคัญ เช่น วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกลางถนนราชดำเนิน, วงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกลางถนนพหลโยธิน, วงเวียนศาลพระกาฬ วงเวียนสระแก้ว และวงเวียนสมเด็จพระนารายณ์ กลางเมืองลพบุรี, วงเวียนล้อมเจดีย์วัดสามปลื้มกลางถนนโรจนะ พระนครศรีอยุธยา วงเวียนขนาดใหญ่และถนนที่ทันสมัย ซึ่งรายล้อมไปด้วยตึกรามบ้านเรือนแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นในยุคนี้ ได้ทำให้กายภาพและสภาพแวดล้อมของเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกประการในการบ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย จากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ จากภาพลักษณ์ของ “ความล้าหลัง” ไปสู่ภูมิทัศน์ที่แสดงถึง “ความเจริญ”

 

Q. เจ้าแม่โมฬี

นอกเหนือไปจากการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คณะราษฎรยังปฏิวัติสุขลักษณะของชาวไทยให้อยู่ดีกินดีและมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยกรอบคิดแบบการแพทย์สมัยใหม่ กล่าวคือ การแพทย์และการสาธารณสุขสมัยใหม่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ  ปัญหาของชาติในขณะนั้นคือการขาดโปรตีน จึงมีการรณรงค์ให้ “กินกับมากๆ กินข้าวมากพอควร” การส่งเสริมให้เพิ่มการบริโภคอาหารโปรตีนผ่านความคิดเรื่องโปรตีนนิสม์ (Proteinism) เพื่อการสร้างชาติ ประติมากรรมนูนต่ำรูปเจ้าแม่โมฬี ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ผนังของโรงภาพยนตร์ทหานบกในจังหวัดลพบุรี  สะท้อนให้เห็นถึงอุดมคติเกี่ยวกับร่างกาย ซึ่งให้ความสำคัญกับพลเมืองในฐานะที่เป็นกำลังสำคัญของการสร้างชาติสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ร่างกายของผู้หญิงจึงไม่นิยมผู้ที่อ้อนแอ้นอรชร แต่เป็นหญิงที่แข็งแรงสุขภาพมั่นคง ส่วนผู้ชาย อวัยวะทุกส่วนต้องสมบูรณ์ รูปร่างกำยำ ล่ำสัน อุดมด้วยกล้ามเนื้อ ไม่ผอมแห้ง บอบบาง มากไปกว่านั้น ร่างกายในลักษณะนี้ยังสะท้อนถึงวิถีการดำเนินตามบรรทัดฐาน อันได้แก่ การออกกำลังกายเป็นประจำ การไม่กินอาหารรสเผ็ดหรือกินจุบจิบ 

 

K. พานรัฐธรรมนูญในศาสนสถาน

ในช่วง 15 ปีที่คณะราษฎรมีบทบาทนำทางการเมือง “พานรัฐธรรมนูญ” ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในการสื่อสารความหมายของการเป็นยุคสมัยใหม่ของประเทศที่ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย สัญลักษณ์ดังกล่าวมิได้ถูกนำไปใช้เพียงแค่ในกลุ่มผู้มีอำนาจเท่านั้น ในระดับมวลชนคนทั่วไปและแม้แต่คณะสงฆ์ในหลายพื้นที่ต่างก็รับเอาสัญลักษณ์นี้ไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ศาสนสถานหลายแห่งในหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มออกแบบปรับเปลี่ยนลวดลายหน้าบันตลอดจนองค์ประกอบอื่นๆ จากลวดลายแบบจารีตประเพณีมาสู่ลวดลายพานรัฐธรรมนูญ ลวดลายดังกล่าวนอกจากจะทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ทางการเมืองของไทยแล้วยังเป็นวัตถุหลักฐานสำคัญทื่ยันยันให้เห็นถึงความตื่นตัวและการรับรู้เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ลงลึกไปถึงระดับท้องถิ่นที่ห่างไกล มิใช่เพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างจำกัดในหมู่ชนชั้นนำที่กรุงเทพฯ ตามความเข้าใจในแบบเดิมๆ อีกต่อไป ในภาพคือลายดาวเพดานรูปพานรัฐธรรมนูญล้อมด้วยดาว 6 ดวง ภายในสิมวัดทาคก อ.เชียงคาน จ.เลย 

 

หัวใจ

A  ตัวอักษรประดิษฐ์แบบตัวเหลี่ยม

การขยายตัวของโรงพิมพ์จำนวนมากในช่วง พ.ศ. 2470-80 ได้สร้างพื้นที่สำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทั้งด้านการเมืองและวัฒนธรรมให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ทั้งหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และนวนิยาย มีการใช้ “ตัวประดิษฐ์” ในการออกแบบปกหนังสือเพื่อความดึงดูด รูปแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือแบบตัวเหลี่ยม เน้นเส้นตั้งตรงและหนา คล้ายกับตัวอักษรแบบละติน สามารถออกแบบโดยซ่อนหัวกลมโปร่งไว้ในรูปของสี่เหลี่ยม มีความยืดหยุ่น สามารถบีบพยัญชนะให้มีขนาดเล็กลงหรือย้ายตำแหน่งสระทั้งด้านบนและล่าง ทำให้เมื่อเรียงข้อความแล้วข้อความอยู่ในบรรทัดเดียวกันได้ ให้ความรู้สึกแบบ “โมเดิร์น” ซึ่งรูปแบบการใช้เส้นตั้งตรงแบบเรขาคณิตนี้เป็นที่นิยมในตะวันตกในสมัยเดียวกัน ตัวเหลี่ยมถูกใช้ทั้งบนปกหนังสือและป้ายอาคารสถานที่ เช่น ป้ายหลักหกประการของคณะราษฎรซึ่งอยู่บนรูปปั้นพานรัฐธรรมนูญและตั้งอยู่ในร้านกรมศิลปากร ในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2480

 

2 เมรุวัดไตรมิตร

เมรุวัดไตรมิตร ออกแบบโดยพระพรหมพิจิตร สถาปนิกกรมศิลปากร แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2484 ถือว่าเป็นเมรุเผาศพแบบสมัยใหม่ของสามัญชนแห่งแรก โดยก่อนหน้านี้หากคนธรรมดาเสียชีวิตลงจะต้องทำการเผาศพบน “เชิงตะกอน” ที่มิได้มีอะไรมาบดบังสายตาจากภาพอันน่าสังเวชดังกล่าว แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองบนฐานคิดที่ให้ความสำคัญกับพลเมืองมากขึ้น ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางด้านสุขอนามัยสมัยใหม่ รัฐบาลจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรออกแบบเมรุสำหรับเผาศพสามัญชนขึ้นโดยมีวัดไตรมิตรเป็นต้นแบบ ตัวอาคารออกแบบขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ แผนผังประกอบด้วยอาคาร 3 ส่วน คือ ส่วนโถงด้านหน้าที่ทำเป็นอาคารทรงเครื่องยอดมณฑป ส่วนอาคารเตาเผาสมัยใหม่ทางด้านหลัง และมุขหลังคาที่เชื่อมระหว่างอาคารทั้งสอง รูปแบบแผนผังดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมากและกลายมาเป็นแบบแผนให้แก่การสร้างเมรุเผาศพต่อมาจนถึงปัจจุบัน น่าเสียดายที่ใน พ.ศ. 2550 เมรุหลังนี้ได้ถูกรื้อลงและถูกแทนที่ด้วยพระมหามณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำแทน

 

3. บทละครประวัติศาสตร์และเพลงปลุกใจ 

การชมละครประวัติศาสตร์และเพลงไทยสากลเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมบันเทิงใหม่ที่ได้รับการเผยแพร่โดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม  เนื้อหาของบทละครและเพลงปลุกใจที่มีลักษณะเพลงไทยสากลถูกใช้เพื่อเผยแพร่นโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อปลูกฝังและสร้างความรู้สึกและอุดมการณ์แบบชาตินิยม ดังจะเห็นได้จาก ละครประวัติศาสตร์ที่แต่งโดย หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น เช่น เลือดสุพรรณ (2479), เจ้าหญิงแสนหวี (2481), มหาเทวี (2481), น่านเจ้า (2482), พ่อขุนผาเมือง (2483)  ในขณะที่เพลงปลุกใจ ซึ่งแต่งโดยกรมศิลปากร เพื่อใช้ประกอบละครเหล่านี้ก็มีเป็นจำนวนมาก เช่น เพลงตื่นเถิดชาวไทย (เรื่อง ศึกถลาง, 2480) หรือ เพลงเดิน (เรื่อง น่านเจ้า, 2482)  ความนิยมทั้งเพลงและละครเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรมใหม่ เพลงและละครเหล่านั้นยังเป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน 

 

4. มหาวิทยาลัยศิลปากร

มหาวิทยาลัยศิลปากรมีจุดเริ่มต้นมาจากการก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้กรมศิลปากรใน พ.ศ. 2476 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมที่ตอบสนองงานรัฐบาล หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2486 จึงยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” ในขณะนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยทางศิลปะสมัยใหม่แห่งแรกของประเทศไทย โดยมีศิลป์ พีระศรี หรือ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ข้าราชการกรมศิลปากรชาวอิตาเลียน เป็นผู้ร่างหลักสูตรศิลปะตามหลักวิชา (academic art) ทั้งนี้ ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรมศิลปากร (ก่อตั้ง พ.ศ. 2476) ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ การเรียนการสอนศิลปะในระยะเริ่มต้นนี้จึงเป็นการสร้างบุคลากรในการสร้างอนุสาวรีย์และงานศิลปกรรมต่างๆ ของรัฐ  ลักษณะความสัมพันธ์อันใกล้ชิดส่งผลให้มหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงทำงานอย่างสัมพันธ์กับรัฐอย่างต่อเนื่องแม้จะสิ้นสุดยุคอุดมการณ์แบบคณะราษฎรแล้วก็ตาม

 

5. กล่องซิการ์

ทำจากเครื่องถมทอง (nielloware) หัตถกรรมประณีตศิลป์ดั้งเดิมของไทยถือเป็นของมีราคา แต่เดิมใช้เป็นเครื่องราชูปโภคของชนชั้นสูง มักใช้ลวดลายไทยประดับ เช่น ลายกระหนก ลายกระจัง กล่องซิการ์ชิ้นนี้จึงมีความพิเศษที่ลวดลายผิดไปจากงานประเพณีดั้งเดิม ตัวกล่องมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เมื่อเปิดฝามาจะมีกลไกเพื่อดันฐานที่เจาะเป็นหลุมขนาดพอดีกับซิการ์ขึ้นมาด้านบน ตัวฝาเปิดด้านบนมีลายเป็นรูปลูกโลก ตรงกลางมีพานรัฐธรรมนูญที่มีพระอาทิตย์ลอยพ้นขอบและรัศมีโดยรอบ ฝาด้านหน้ากล่องเป็นรูปพานรัฐธรรมนญ มีรูปลูกโลกอยู่ด้านหลัง ฝาด้านข้างทำเป็นลายคล้ายธงชาติไทยในปัจจุบัน มีช้างอยู่ด้านบน วางตำแหน่งไขว้กันอยู่สองผืน ฝั่งด้านหลังกล่องเป็นรูปธรรมจักร สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนกล่องนี้แทนความหมายถึงความเป็น ชาติ ศาสนา และรัฐธรรมนูญ อันแสดงถึงระบอบการปกครองที่แสดงออกซึ่งความเป็นสากล ทัดเทียมกับนานาชาติ ปัจจุบันกล่องซิการ์นี้จัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระยาพหลพลพยุหเสนา ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี

 

6.หลอมนิกาย

นับตั้งแต่ วชิรญาณภิกขุ (รัชกาลที่ 4) ทรงสถาปนา “ธรรมยุติกนิกาย” ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทำให้ให้สังคมไทยที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้นมีนิกายย่อยแยกออกเป็น 2 นิกาย คือ “มหานิกาย” และ “ธรรมยุติกนิกาย” มาจนถึงปัจจุบัน และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายชี้ให้เห็นว่าได้เกิดความขัดแย้งภายในคณะสงฆ์ไทยระหว่างสองนิกายดังกล่าวปรากฏขึ้นเรื่อยมา ดังนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น คณะราษฎรได้พยายามที่จะทำการ “หลอมนิกาย” ทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว โดยรูปธรรมที่สำคัญในการหลอมนิกายเข้าด้วยกันคือ การกำหนดให้พระสงฆ์ของ “วัดประชาธิปไตย” (วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน) ประกอบด้วยพระสงฆ์ทั้งสองนิกาย นิกายละ 12 รูป ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการแยกนิกายออกจากกัน นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการทำ “สังฆกรรม” ร่วมกัน โดยเหตุการณ์ทำสังฆกรรมร่วมกันครั้งสำคัญคือการบวชให้แก่ พระยาพหลพลยุหเสนา ณ วัดประชาธิปไตยแห่งนี้ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 อย่างไรก็ตาม หลังจากหมดยุคคณะราษฎร นโยบายการหลอมนิกายก็ถูกยกเลิกไป 

 

7.ก๋วยเตี๋ยวสร้างชาติ 

การอธิบายถึงสาเหตุการส่งเสริมให้มีการรับประทานก๋วยเตี๋ยวในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แม้ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ก็มีความพยายามเชื่อมโยงเหตุต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนข้าวจากเหตุอุทกภัย ไปจนถึงการกล่าวถึงจอมพล ป. ในฐานะที่เป็นผู้ประดิษฐ์ผัดไทย ประเด็นต่างๆ นี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่า “ก๋วยเตี๋ยว” เป็นสูตรอาหารแบบใหม่ที่รัฐให้การส่งเสริม เนื่องจากใช้วัตถุที่หลากหลายหาได้ในท้องถิ่น ทั้งผักและเนื้อสัตว์ สามารถปรุงได้ง่าย ราคาไม่แพง จากคำปราศรัยทางวิทยุ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 ที่ชักชวนให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยว นอกจากกล่าวถึงรสชาติและการปรุงแล้ว ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมอาชีพค้าขาย มากไปกว่านั้น ก๋วยเตี๋ยวยังน่าจะเป็นอาหารที่เป็นตัวแทนของอาหารในระบอบการเมืองแบบใหม่ รวมทั้งเป็นตำรับอาหารที่ไม่ได้มาจากชนชั้นสูง และยังคงแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน 

 

8.รัฐนิยม

ในขณะที่ “ชาตินิยม” ที่ก่อตัวขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 วางรากฐานความสำคัญให้กับสามสถาบัน คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ลักษณะเดียวกันกับอังกฤษ วิธีคิดแบบ “ชาตินิยม” หลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 มุ่งเน้นความสำคัญที่ความหมายว่าด้วยความเป็นชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะจงที่ความสำคัญของ “ชนชาติ” หรือ “ผู้คน” กระบวนการ “สร้างชาติ” ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการประกาศ “รัฐนิยม” ที่มุ่งสร้างความหมายว่าด้วยอัตลักษณ์แห่งชาติ โดยเฉพาะในแง่แบบแผนพฤติกรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือ สร้างลักษณะทางวัฒนธรรมอันจะแสดงให้เห็นความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองของชาติไทย “รัฐนิยม” ประกาศออกมาทั้งสิ้นจำนวน 12 ฉบับ ระหว่าง พ.ศ. 2482-85 เริ่มตั้งแต่เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย เปลี่ยนคำเรียกพลเมืองของชาติให้เป็น “ชาวไทย” ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มชนหรือชาติพันธุ์ใด กำหนดให้เรียนภาษาไทยจนอ่านออกเขียนได้ ข้อกำหนดเรื่องการแต่งกาย ไปจนถึงการสร้างแบบแผ่น “กิจประจำวันของคนไทย” ที่ครอบคลุมการกิน การพักผ่อน การนอน เป็นต้น

 

9.ฐานตาลปัตรวัดท่านางหอม

ฐานตาลปัตรชิ้นนี้เป็นสมบัติของวัดท่านางหอม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำขึ้นด้วยวัสดุไม้ ออกแบบเป็นรูปปีกสองข้างของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ทราบช่างผู้สร้าง อายุสมัยกำหนดได้เพียงกว้างๆ ว่าทำขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2483-90 เนื่องจากรูปแบบได้รับอิทธิพลจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดยตรง ดังนั้น ย่อมไม่มีทางสร้างขึ้นก่อนเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483 และไม่น่าจะสร้างหลัง พ.ศ. 2490 อันเป็นปีที่คณะราษฎรโดนรัฐประหารยึดอำนาจและถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของอุดมการณ์แบบคณะราษฎร ตาลปัตรชิ้นนี้สำคัญมากในแง่ที่เป็นหนึ่งในวัตถุสิ่งของที่สร้างขึ้นจากคนในท้องถิ่นเอง (มิใช่จากภาครัฐหรือเป็นของส่วนกลาง) เพื่อสะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองแบบคณะราษฎร ซึ่งหาได้ยากและหลงเหลือเพียงไม่มากนักในปัจจุบัน สำคัญที่สุดคือ ตาลปัตรชิ้นนี้ได้ทำหน้าที่เป็นวัตถุพยานที่ช่วยยืนยันให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 นั้นมิใช่เรื่องที่รับรู้กันแค่ในหมู่คนวงแคบๆ ที่กรุงเทพฯ แต่อย่างใด 

 

10.ผัวเดียวเมียเดียว

ข้อถกเถียงว่าสยามจะคง “ผัวเดียวหลายเมีย” เอาไว้ หรือเปลี่ยนไปสู่ “ผัวเดียวเมียเดียว” ในทางกฎหมาย มีมาตั้งแต่ก่อนการ “ปฏิวัติ 2475” ทั้งจากอิทธิพลจักรวรรดินิยมในบริบทอาณานิคม โดยเฉพาะประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” และจากชนชั้นกลางใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นที่เห็นว่า “ผัวเดียวเมียเดียว” เป็นพื้นฐานของความอารยะ ความทันสมัย และความเสมอภาคเท่าเทียม ในขณะที่ “ผัวเดียวหลายเมีย” เป็นพฤติการณ์ของชนชั้นสูงที่ล้าหลัง และสัมพันธ์กับปัญหาทางสังคมที่เกี่ยวกับเพศ ทั้งโรคติดต่อทางเพศ โสเภณี และความไม่เท่าเทียมทางเพศ กระนั้นก็ต้องรอจนถึง พ.ศ. 2478 เมื่อประกาศใช้ “บรรพ 5 ครอบครัว” ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่รับหลักการ “ผัวเดียวเมียเดียว” ตามกฎหมายเป็นครั้งแรก ภายใต้เงื่อนไขและบรรยากาศทางสังคมของระบอบใหม่ที่เอื้อให้กลุ่มคนที่ไม่ใช่ชนชั้นสูงเดิมมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสังคมได้ 

 

J.เทวรูปพระยาพหลพลพยุหเสนา

ประติมากรรมรูปพระยาพหลพลพยุหเสนาถูกสร้างขึ้นโดย นายซุ่นฮะ ตวลพรรณ์ ที่มีความศรัทธาต่อการ “ปฏิวัติ 2475” เพื่อเป็นของที่ระลึกมอบให้แก่พระยาพหลฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ตัวเทวรูปเป็นหินทรายแกะสลักมีชื่อเรียกว่า “อิศวรปางปราบอสุรตรีปูรำ เทิดรัฐธรรมนูญสยามรัฐ”ความสูงประมาณ 60 ซม. มือขวาถือพานรัฐธรรมนูญ บนบ่าด้านซ้ายมีรูปปั้นคนขนาดเล็กเกาะอยู่ ใบหน้าของเทวรูปใช้ใบหน้าของพระยาพหลฯ เป็นต้นแบบในการแกะสลัก รูปแบบการสร้างเทวรูปนี้เปรียบได้กับการเปลี่ยนบุคคลธรรมดาให้กลายเป็นเทพ (apotheosis) ผู้สร้างได้ใช้สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเชื่อที่ว่าผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือผู้นำของประเทศนั้นคือผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ส่วนรูปปั้นคนขนาดเล็กบนบ่าได้รับการอธิบายว่าเป็นสัญลักษณ์แทนประชาชนที่พระยาพหลฯ ได้นำพาเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบใหม่ ปัจจุบันเทวรูปนี้จัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระยาพหลพลพยุหเสนา ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี

 

Q  การแต่งกาย 

จากประกาศรัฐนิยม ฉบับที่ 10 เรื่องให้ประชาชนชาวไทยแต่งกายให้เรียบร้อยสุภาพ อันหมายถึง สนับสนุนให้ผู้หญิงสวมกระโปรงหรือนุ่งผ้าถุงแทนการนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อแทนการใช้ผ้าคาดอก สวมหมวก รวมถึงให้ไว้ผมยาว การสวมรองเท้าทั้งชายหญิงตลอดจนพระสงฆ์ ขณะเดียวกันก็รวมไปถึงการห้ามมิให้ผู้ชายสวมโสร่ง อันนำมาสู่ความขัดแย้งต่อการแต่งกายของชาวมุสลิม การสร้างแบบแผนการแต่งกายโดยอิงกับสากลนิยมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปสู่ความเป็นสากลและความเป็นอารยะ อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์ไทยผ่านการแต่งกาย นอกจากนี้ ยัง แสดงถึงการควบคุมร่างกายของพลเมืองทั้งประเทศ ผ่านการตรวจตรา ควบคุม และบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สาธารณะ

K พานรัฐธรรมนูญ

หลังจากที่ทำการ “ปฏิวัติ 2475” เป็นผลสำเร็จ คณะราษฎรได้ใช้เวลาราว 4 เดือนเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเมื่อทำการร่างสำเร็จรัฐบาลได้จัดให้มีพระราชพิธีและรัฐพิธีอย่างยิ่งใหญ่เพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2475 โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประธานรัฐสภาได้ทำหน้าที่ยกรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้ซึ่งตั้งอยู่บน “พานแว่นฟ้า” (พานที่ซ้อนกัน 2 ชั้น) ขึ้นถวายแด่รัชกาลที่ 7 เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ จากนั้น ประธานรัฐสภาได้ยกรัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้านั้นมาตั้งอยู่ที่ปะรำหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งนักข่าวได้ถ่ายภาพพานรัฐธรรมนูญและนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ และในเวลาไม่ช้า ภาพดังกล่าวก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย ต่อมา คณะราษฎรได้กำหนดให้นำสัญลักษณ์นี้ไปก่อสร้างเป็นอนุสาวรีย์ทั่วทุกจังหวัด ตลอดจนศิลปกรรมทั้งหลาย เพื่อแสดงให้คนทั่วไปรับรู้ว่า ณ บัดนี้ประเทศไทยได้เป็นประเทศประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว สัญลักษณ์นี้ยังคงมีพลังในฐานะภาพแทนของความเป็นประชาธิปไตยไทยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ดอกจิก

A อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ออกแบบโดย ม.ล.ปุ่ม มาลากุล ส่วนประติมากรรมตกแต่งออกแบบโดย ศิลป์ พีระศรี เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2482 แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 อนุสาวรีย์นี้ถูกสร้างเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวลของชาติ ถนนทุกสายจากกรุงเทพฯ จะนับเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์นี้ ที่สำคัญ องค์ประกอบทั้งหมดของอนุสาวรีย์จะสื่อความหมายถึงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทั้งสิ้น ตั้งแต่รัศมีของอนุสาวรีย์และความสูงของปีกทั้งสี่ด้านที่สูง 24 เมตร (สื่อถึงวันที่ในการทำปฏิวัติ), โดยรอบฝังปืนใหญ่ 75 กระบอก (สื่อถึง พ.ศ. 2475), ป้อมกลางอนุสาวรีย์มีประตู 6 บานและลวดลายพระขรรค์ 6 เล่มอยู่ที่กลางประตูแต่ละบาน (สื่อถึงหลักหกประการ), ลวดลายเหนือประตูคือ “อรุณเทพบุตร” สื่อถึงแสงสว่างเมื่อแรกขึ้นที่เปรียบเปรยมาสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งแรกมีในประเทศ, พานรัฐธรรมนูญสูง 3 เมตร หมายถึงเดือน 3 คือเดือนมิถุนายน (ในเวลานั้น ปีใหม่คือเดือนเมษายน) และ ประติมากรรมนูนต่ำรอบฐานอนุสาวรีย์ทำเป็นเรื่องราวประวัติของคณะราษฎรที่นำพาประเทศสู่ประชาธิปไตยและความเจริญ

 

2. ประกาศคณะราษฎร

“ประกาศคณะราษฎร” เป็นตัวบทสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักการและอุดมการณ์ของคณะบุคคลที่รวมตัวกันในนาม “คณะราษฎร” คณะบุคคลที่มุ่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบรัฐสภาที่กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย ประกาศคณะราษฎรได้ถูกอ่านในช่วงเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475  หรือที่รู้จักกันในภายหลังว่าหมายถึงเหตุการณ์ “ปฏิวัติ 2475” ประกาศคณะราษฎรยังมีใจความสำคัญว่าด้วย “หลักหกประการ” อันประกอบไปด้วย “๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง; ๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก; ๓. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก; ๔. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่); ๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น; ๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร”

 

3. เบียร์ประชาธิปไตย ตรานรสิงห์ 

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “ประชาธิปไตย” กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่สามารถบ่งบอกถึงความก้าวหน้าและความเป็นสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นประชาธิปไตยจึงกลายเป็นกระแสนิยมในการออกแบบและโฆษณาสินค้าหลายชนิด เช่น เบียร์ประชาธิปไตย ตรานรสิงห์ ที่ใช้สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญติดเป็นฉลากที่คอขวดเบียร์ และแถบลายธงชาติล้อมรอบฉลากสินค้าตรงกลางขวด ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุม พ.ศ. 2478  “เห็นว่าเป็นการไม่สมควรที่จะนำรูปรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นที่เคารพสักการไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้า เพราะหากมีผู้อุตรินำไปทำเครื่องหมายสินค้าบางอย่างซึ่งเป็นของต่ำอยู่แล้ว ย่อมทำให้รัฐธรรมนูญเศร้าหมองไปได้…” ทำให้การใช้สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นประชาธิปไตยถูกใช้ในการออกแบบและโฆษณาสินค้าน้อยลงตั้งแต่นั้นเรื่อยมา 

 

4. พนักพิงธรรมาสน์พานรัฐธรรมนูญ 

พนักพิงธรรมาสน์ลวดลายพานรัฐธรรมนูญนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่รับเอาสัญลักษณ์  “พานรัฐธรรมนูญ” เข้ามาใช้ออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ของพระภายในศาสนสถานเพื่อสื่อความหมายถึงยุคสมัยแห่งประชาธิปไตย

พนักพิงนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2480 ทำมาจากแผ่นไม้แกะเป็นรูปทรงเสมา ภายในแกะสลักรูปพานรัฐธรรมนูญเปล่งรัศมี 7 แฉกอยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะอีกแบบหนึ่งของงานศิลปะยุคนี้เพื่อส่อความหมายของยุคแห่งแสงสว่างภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ ใต้ภาพพานรัฐธรมนูญเขียนข้อความว่า “ซ่อมปิดทอง พ.ศ. 2482” เมื่อพิจารณาประกอบกับลักษณะทางศิลปะอื่นๆ ที่ปรากฏบนตัวธรรมาสน์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า งานชิ้นนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นโดยช่างชาวจีนหรือช่างชาวญวนในยุคสมัยดังกล่าว ปัจจุบันพนักพิงธรรมาสน์ชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ วัดเชิงท่า จังหวัดลพบุรี    

 

5. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเหตุการณ์ “กรณีพิพาทอินโดจีน” ระหว่างไทยและฝรั่งเศสในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2483-84 เพื่อแย่งชิงดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งไทยถือว่าเป็นดินแดนไทยมาตั้งแต่อดีตและถูกบังคับเอาไปโดยฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สงครามจบลงโดยไทยเป็นฝ่ายชนะด้วยการไกล่เกลี่ยจากญี่ปุ่น นั่นทำให้ประเทศไทยได้ดินแดนเพิ่ม  ซึ่งต่อมาได้ถูกตั้งเป็นจังหวัด 4 จังหวัด คือ นครจัมปาศักดิ์, ลานช้าง, พิบูลสงคราม, และพระตะบอง ด้วยชัยชนะดังกล่าว รัฐบาลจึงมีดำริให้สร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นบนถนนพหลโยธิน ในช่วงจุดตัดระหว่าง ถนนพญาไท, ถนนราชวิถี, และถนนพหลโยธิน โดยเริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2484 แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อ พ.ศ. 2485 ออกแบบโดย ม.ล.ปุ่ม มาลากุล โดยมีแนวคิดให้รูปทรงคล้ายดาบปลายปืน ที่ฐานมีประติมากรรมลอยตัวของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งออกแบบและปั้นโดย ศิลป์ พีระศรี อนุสาวรีย์นี้สะท้อนอุดมการณ์ชาตินิยมแบบทหารนิยมซึ่งเป็นกระแสความคิดหลักที่ครอบงำสังคมไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

6. กลุ่มอาคารศาลฎีกา

กลุ่มอาคารชุดนี้เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2482 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในการระลึกถึงเหตุการณ์ที่ประเทศไทยได้รับ “เอกราชทางการศาล” คืนใน พ.ศ. 2481 นับจากที่ต้องสูญเสียไปตั้งแต่ทำสนธิสัญญาเบาริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ สิ่งนี้คือเครื่องหมายว่าสยามสูญเสียอำนาจอธิปไตยไปส่วนหนึ่ง และเป็นประเทศที่ไม่มีเอกราชสมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติ จึงระบุเรื่องเอกราชเอาไว้เป็นหลักข้อหนึ่งของหลักหกประการ และเมื่อทำการเรียกร้องเอกราชทางการศาลสำเร็จจึงทำการเฉลิมฉลองด้วยการสร้างอาคารกลุ่มนี้ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย ที่ทำการศาลยุติธรรม ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ รูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่โดยด้านหน้าของที่ทำการศาลยุติธรรมออกแบบให้มีเสา 6 ต้นเพื่อสื่อถึงหลักหกประการ ความสำคัญของตึกหลังนี้สูญหายไปหลังคณะราษฎรหมดอำนาจ และเริ่มมีแนวคิดรื้ออาคารมาโดยตลอดเพื่อสร้างศาลฎีกาใหม่ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยย้อนยุค ซึ่งความตั้งใจรื้อสร้างใหม่มาสำเร็จลงใน พ.ศ. 2556  

 

7.เหรียญสร้างชาติ

เหรียญสร้างชาติ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเหรียญที่ระลึกใน “งานฉลองวันชาติ พ.ศ. 2483” โดยทำขึ้นจากทองแดง ออกแบบเป็นรูปทรงเสมา ด้านหน้าทำเป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ด้านหลังเขียนข้อความว่า “สร้างชาติ” เป้าหมายของการจัดทำได้มีการระบุเอาไว้ว่า เพื่อแจกข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการพลเรือนวิสามัญ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ นักเรียนโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนเทศบาล สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล กำนันผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล โดยมีจำนวนการผลิตมากถึง 2 ล้านเหรียญ เหรียญดังกล่าวถูกผลิตขึ้นเพื่อแจกจ่ายเป็นครั้งแรกพร้อมกับการทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2483 และด้วยปริมาณในการผลิตที่มหาศาลดังกล่าว เหรียญนี้จึงกลายเป็นวัตถุที่ช่วยแพร่กระจายภาพของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยออกไปสู่มวลชนในวงกว้างได้มากและรวดเร็วยิ่งขึ้น จนทำให้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้กลายมามีสถานะของการเป็น “ภาพจำ” และ “ภาพอ้างอิง” ที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของสังคมไทยเมื่อมีการพูดถึงระบอบประชาธิปไตย

 

8.ถนนประชาธิปัตย์

ราว พ.ศ. 2477 ภายหลังเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเพียง 1 ปี รัฐบาลคณะราษฎรได้วางโครงการตัดถนนเส้นสำคัญเส้นหนึ่งจากบริเวณ “สนามเป้า” ไปยัง “ดอนเมือง” รวมระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร โดยให้เหตุผลเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ทางการทหารในการควบคุมพื้นที่ดอนเมืองและต้องการพัฒนาสนามบินดอนเมืองในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานการก่อสร้าง “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” ขึ้นริมถนนสายนี้ โดยให้ชื่อถนนเมื่อแรกสร้างว่า “ถนนประชาธิปัตย์” ซึ่งสื่อความหมายเดียวกันกับประชาธิปไตย เริ่มตัดถนนใน พ.ศ. 2479 ต่อมาใน พ.ศ. 2493 ได้มีการเปลี่ยนชื่อถนนเป็น “ถนนพหลโยธิน” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ถนนสายนี้ถือเป็นถนนที่สำคัญในแง่ของการเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในยุคสมัยดังกล่าว มีงานสถาปัตยกรรมและอนุสาวรีย์ทางการเมืองเกิดขึ้นบนถนนสายนี้หลายแห่ง เช่น อนุสาวรีย์ปราบกบฏ, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, และวัดประชาธิปไตย ในเวลาต่อมาถนนเส้นนี้ได้ถูกขยายต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยาวไปจนถึงจังหวัดเชียงราย จนกลายเป็นถนนสายหลักเส้นแรกที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

 

9.มหาอาณาจักรไทย

การ “ปฏิวัติ 2475” แม้จะเป็นการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือการที่สถาบันกษัตริย์มีอำนาจเหนือกฎหมายมาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กระนั้น แนวนโยบายต่างๆ ภายใต้รัฐบาลคณะราษฎรก็ดำเนินไปภายใต้วิธีคิดแบบ “ชาตินิยม” ทั้งในทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม นอกจากนั้น ยังปรากฏชาตินิยมที่กว้างไปกว่าเขตแดนของประเทศไทย ดังแนวคิดว่าด้วย “มหาอาณาจักรไทย” ที่ต้องการผนวกรวมดินแดนใกล้เคียงที่เป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ไท/ไตเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น รัฐฉาน, ลาว, ฝั่งตะวันตกของกัมพูชา, ไปจนถึงสิบสองปันนา ในมณฑณยูนนาน, ภาคเหนือของเวียดนาม ฯลฯ แนวคิดดังกล่าววางอยู่บนอุดมการณ์ผนวกดินแดนโดยการอ้างสิทธิแห่งดินแดนจากกรอบคิดว่าด้วยความเป็น “เชื้อชาติ” หรือ “ชาติพันธุ์” เดียวกัน (irredentism) เพื่อที่จะแพร่ความหมายอุดมการณ์ดังกล่าว รัฐบาลจึงผลิตและแจกจ่ายแผนที่ว่าด้วยการ “เสียดินแดน” ขึ้นมา และไม่เพียงแต่วิธีคิดเท่านั้น แนวคิดดังกล่าวยังนำไปสู่การปฏิบัติด้วย ดังที่กองกำลังทหารไทยบุกยึดดินแดนอาณานิคมฝรั่งเศสที่บางส่วนเป็นของลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน ใน พ.ศ. 2484 ตลอดจนดินแดนอาณานิคมอังกฤษที่ปัจจุบันเป็นรัฐฉานในประเทศเมียนมา เมื่อ พ.ศ. 2485 หลังสิ้นสุดสงคราม ดินแดนเหล่านั้นกลับคืนสู่เจ้าอาณานิคมและในเวลาต่อมากลายไปเป็นส่วนหนึ่งของประเทศลาว, กัมพูชา, และสหภาพพม่า หลังได้รับเอกราช 

 

10. การปรับเสียงเครื่องดนตรีตามมาตรฐานสากล

“พระราชกริสดีกากำหนดวัธนธัมทางสิลปกัมเกี่ยวกับการบันเลงดนตรี การขับร้อง และการพากย์ พุทธสักราช 2486” [พระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการบรรเลงดนตรี การขับร้อง และการพากย์ พุทธศักราช 2486] สร้างมาตรฐานดนตรีไทยและดนตรีสากลให้มีแบบแผนถูกต้องตามหลักสากลนิยม โดยเฉพาะอย่างดนตรีไทยที่มุ่งปรับทั้งวิธีการบรรเลง ระดับเสียง คุณภาพของผู้เล่น เช่น ใช้ระดับเสียง 12 เสียงแทน 7 เสียง ตามหลักดนตรีสากล อันนำไปสู่ความคิดว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ห้ามเล่นหรือไม่ส่งเสริมดนตรีไทย การกำหนดมาตรฐานนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนการจัดการควบคุมดูแลคุณค่าจากราชสำนักมาเป็นรัฐบาลในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการทางวัฒนธรรมในขณะนั้น 

 

J เมืองหลวงใหม่เพชรบูรณ์

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2485-87 จอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างภาพฝันขนาดใหญ่ในการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปตั้งที่เพชรบูรณ์ ด้วยเหตุผลที่ว่ากรุงเทพฯ ถูกโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดอย่างหนักและเห็นว่าเพชรบูรณ์มีความเหมาะสมในทางยุทธศาสตร์ที่จะเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ ในช่วงเวลานั้นมีการดำเนินการอพยพราษฎร พร้อมกับวางแผนย้ายที่ทำการรัฐบาล กระทรวง สถานที่ราชการต่างๆ มาตั้งที่เพชรบูรณ์ และมีการทำพิธีตั้งหลักเมืองแห่งใหม่ที่ บ้านบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก เมื่อ พ.ศ. 2487 โครงการเมืองหลวงใหม่นี้เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์กับอีก 2 โครงการ คือ การพัฒนาลพบุรีให้เป็นเมืองทหาร และโครงการ “พุทธบุรีมณฑล” ที่จังหวัดสระบุรี เพื่อให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางพุทธศาสนา โครงการทั้งหมดได้นำมาซึ่งการตัดถนนสมัยใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อเชื่อมพื้นที่สามจังหวัดนี้เข้าด้วยกัน เป็นอภิมหาโครงการในยุคคณะราษฎรที่หากสามารถทำได้จริงจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดของประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงการดังกล่าวก็ถูกยุบเลิกไปในที่สุด

 

Q  ดอกไม้ของชาติ 

ภายใต้แนวคิดชาตินิยมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเฉพาะรัฐนิยมฉบับที่ 7 เรื่อง ชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ ผู้หญิงได้มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ร่วมสร้างชาติ มีการจัดตั้งสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง โดยมีเครื่องมือในการโฆษณาผ่านบทละคร คำขวัญ รวมถึงบทเพลง เพลง “ดอกไม้ของชาติ” เป็นหนึ่งในสิบเพลงรำโทน (รำวงมาตรฐาน) แต่งเนื้อร้องโดยท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม และทำนองโดยนายมนตรี ตราโมท มีเนื้อความเปรียบเปรยหญิงไทยเสมือนดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ มีความอ่อนช้อยงดงามตามรูปแบบความเป็นไทย แสดงให้เห็นถึงความเจริญด้านวัฒนธรรม มีความอดทนสามารถทำตามนโยบายเพื่อช่วยเหลืองานผู้ชายในการสร้างชาติบ้านเมือง เป็นการสร้างภาพผู้หญิงในรูปแบบมารดาและภรรยาในอุดมคติ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในฐานะพลเมืองที่ดีต่อประเทศชาติ

 

K ครุฑตึกไปรษณีย์กลาง บางรัก

ประติมากรรมรูปครุฑยุดแตรงอน ออกแบบโดย ศิลป์ พีระศรี เป็นการประยุกต์รูปพระครุฑพ่าท์ ซึ่งเป็นตราแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 6 รวมเข้ากับแตรงอน ประติมากรรมนี้ประดับอยู่ที่บริเวณมุมหน้าทั้ง 2 ด้านของมุขหน้าหรือมุมอาคารไปรษณีย์กลาง ขนาดความสูง 4.5 เมตร ความกว้างจากปลายปีกด้านซ้ายถึงปลายปีกด้านขวารวม 6 เมตร  ประติมากรรมรูปครุฑนี้แสดงรูปแบบศิลปะแบบสัจนิยมแนวสังคม (Social Realism) ด้วยรูปลักษณ์กำยำ แสดงสัดส่วนจริงแบบกายวิภาค ไม่มีลายประดับตกแต่งที่แสดงถึงบรรดาศักดิ์ ต่างไปจากรูปปั้นครุฑที่สร้างขึ้นตามอุดมคติแบบวรรณคดีไทย สำหรับอาคารไปรษณีย์กลางนี้ ครุฑจึงไม่ได้สื่อถึงพระมหากษัตริย์ แต่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสาร  ดังนั้น รูปลักษณ์ของครุฑดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงผลงานศิลปะ “สมัยใหม่” ทั้งในความหมายเชิงศิลปกรรมและความหมายของบริบทสังคมไทยยุคคณะราษฎรด้วยเช่นกัน

 

อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญประจำจังหวัด

นโยบายการเผยแพร่แนวคิด “รัฐธรรมนูญนิยม” หลังการ “ปฏิวัติ 2475” ที่สำคัญประการหนึ่งคือ การสร้างอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญประจำจังหวัดขึ้นในบริเวณหน้าศาลากลางประจำจังหวัดหรือบริเวณที่เป็นศูนย์ลางของเมือง ความแตกต่างของการออกแบบของแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับงบประมาณและแนวความคิดของแต่ละท้องถิ่น โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ สัญลักษณ์ “พานรัฐธรรมนูญ” รองลงมาคือ สัญลักษณ์ “หลักหกประการ” ซึ่งแต่ละพื้นที่จะแสดงออกในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น จังหวัดร้อยเอ็ดมีการออกแบบเป็นฐานหกเหลี่ยมรองรับพานรัฐธรรมนูญ , จังหวัดสมุทรสงคราม สร้างเสาหกต้นล้อมรอบพานรัฐธรรมนูญ เป็นต้น สำหรับในภาพนี้คือ “อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญประจำจังหวัดมหาสารคาม” สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477ถือว่าเป็นจังหวัดแรกที่มีการสร้างอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญประจำจังหวัด 

Joker 

หมุดคณะราษฎร

ชื่อเป็นทางการคือ “หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” แต่คนทั่วไปเรียก “หมุดคณะราษฎร” ออกแบบเป็นหมุดทองเหลืองทรงกลมบรรจุข้อความว่า “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ” ทำพิธีฝังเมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2479 ณ บริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นจุดที่พระยาพหลพลพยุหเสนายืนอ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แต่หลังจากหมดยุคคณะราษฎร หมุดแห่งนี้ก็ถูกลืมไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จนกระทั่งภายหลัง “รัฐประหาร 2549” หมุดได้ถูกรื้อฟื้นสถานะของการเป็นสัญลักษณ์กำเนิดประชาธิปไตยของไทยอีกครั้ง มีการชุมนุมใหญ่ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน เกือบทุกปี และด้วยนัยที่เป็นการเมืองเพิ่มขึ้น หมุดจึงได้ถูกรื้อถอนในที่สุดเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 โดยมีหมุดใหม่ฝังลงแทนและมีข้อความว่า “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

 

อ้างอิง 

ดู https://docs.google.com/document/d/1J_LGERhSWbzuX1LBCsRnTkJ5u2fkx8TNeSMJ8H7UkgU/edit#heading=h.ywdwar7bna6d

เกี่ยวกับผู้เขียน 

ชาตรี ประกิตนนทการ

ชาตรี ประกิตนนทการ สนใจประเด็นเรื่อง “การเมืองวัฒนธรรม” ที่แสดงออกผ่านงานศิลปะและสถาปัตยกรรม รวมถึงปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในเขตเมืองเก่ากรุงรัตนโกสินทร์ ผลงานตีพิมพ์ชิ้นสำคัญที่ผ่านมา เช่น ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร: สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์ (2552), การเมืองในสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 1  (2558), สถาปัตยกรรมไทยหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49 (2558), และ “กำเนิดสถาปนิกสยาม: บทบาทและอำนาจในสังคมสมัยใหม่ พ.ศ. 2459-2508” (2560) ปัจจุบัน ชาตรี ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

 

กิตติมา จารีประสิทธิ์ 

ร่วมก่อตั้งห้องทดลองภัณฑารักษ์ และสำนักพิมพ์หนังสือศิลปินภายใต้ชื่อ Waiting You Curator Lab เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองให้แก่ภัณฑารักษ์และศิลปินชาวไทยและต่างชาติ หนังสือศิลปินที่จัดพิมพ์ล่าสุดได้แก่ ชุดหนังสือพิพิธภัณฑ์แห่งความไม่สมประสงค์ (2560) The Things That Take Us Apart (2559) and The Book of Live (2558) เธอมีความสนใจในศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย และทำงานหลากหลายโครงการทั้งกับศิลปินและนักวิชาการ ผลงานด้านภัณฑารักษ์ของเธอได้แก่ นิทรรศการ Occasionally Utility ที่แกลเลอรี่เว่อร์ กรุงเทพฯ และ นิทรรศการ The Thing That Take Us Apart ที่แกลเลอรี่ซีสเขป จังหวัดเชียงใหม่ (2560) นิทรรศการ Remembrance ที่ศรีประกาศ จังหวัดเชียงใหม่ (2558) นอกจากนี้เธอยังได้ร่วมจัดเทศกาลศิลปะไทย ณ เมือง Bournemouth (2558) และ นิทรรศการ Does Anyone Else Want to Protest? ที่ Chelsea College of Arts ณ เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ (2558) 

 

กษมาพร แสงสุระธรรม

กษมาพร แสงสุระธรรม จบปริญญาโท สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจและทำงานวิจัยในประเด็นว่าด้วยมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเรื่องโลกศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัยทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะสมัยใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากนั้นแล้วยังสนใจประเด็นเรื่อง “การสร้างภาพตัวแทน” ที่ปรากฏในผลงานศิลปะ และเป็นภัณฑารักษ์ร่วมในนิทรรศการ “ปาตานี ร่วมสมัย: นิทรรศการศิลปะจากภูมิภาคปาตานี” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม  ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาการจัด สาขาวิชาการจัดการมรดก วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ณภัค เสรีรักษ์

ณภัค เสรีรักษ์ จบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ และปริญญาโทจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจประเด็นว่าด้วยประวัติศาสตร์ความรู้ทางการแพทย์ว่าด้วยเพศในสังคมไทย นอกจากนั้นยังสนใจประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการอาณานิคมและระบอบความรู้แบบอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสำรวจทางธรรมชาติวิทยา วัฒนธรรมการสะสมและกระบวนการเชิงพิพิธภัณฑ์ และงานเขียนบันทึกการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  หลังจากเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ระหว่างปี 2013-2017 ปัจจุบันเป็นนักวิจัยอิสระ 

No Comments

Post a Comment